CU-TEP แนวข้อสอบ และ คอร์สติว

ข้อสอบ CU-TEP จะมีสามส่วน ได้แก่ Listening, Reading และ Writing ในส่วนของการทดสอบการฟัง ก็จะมีการเปิดเทปให้ฟัง มีทั้งแบบบรรยายเรื่องคนเดียว หรือ มีคนคุยกันสองคน พอฟังก็จะมีคำถามวัดความเข้าใจตามมา บางครั้ง ในบทสนทนา หรือ การบรรยายนั้นมีรายละเอียดอยู่ด้วย เช่นมีสินค้าอยู่ 3 ตัว แต่ละตัวราคาเท่าใดบ้าง ระหว่างฟัง หากจำเป็น เราสามารถจดด้วยดินสอลงไปได้ ป้องกันการลืม หรือ สับสนครับ โดยเฉพาะหากกวาดสายตา แล้วเห็นว่าในช้อยส์ มีตัวเลขราคาเป็นตัวเลือกแล้วหละก็  ต้องรีบจดเลย  อย่างไรก็ดี พยายายาอย่าจดอะไรมากเกินไป เพราะมันจะจดไม่ทันเอา  เลือกจดเฉพาะที่คิดว่าจำเป็น โดยพิจารณาดูจากช๊อยส์เอา (ให้รีบกวาดสายตา ก่อนเทปจะเริ่มพูดในแต่ละข้อ)  โอเค ก่อนที่จะลงไปในรายละเอียดมากกว่านี้ เรามาดูทำความรู้จัก CU-TEP ในภาพรวมกันก่อนดีกว่า

CU-TEP คืออะไร
CU-TEP ทดสอบอะไร
การเตรียมตัวสอบ

- วิธีเตรียมสอบ ด้วยตนเอง
- คอร์สเตรียมสอบ CU-TEP

แนวข้อสอบ CU-TEP การเตรียมตัวสอบ ซียูเทพ รีวิวการสอบ Chil English ครูชิว

CU-TEP คืออะไร

คำนี้ ย่อมาจาก Chulalongkorn University Test of English Proficiency เป็นชื่อของแบบทดสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษ จัดโดยศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้ยื่นเข้าศึกษาต่อในคณะต่างๆ ของจุฬาที่ต้องใช้คะแนน ดังกล่าว

CU-TEP ทดสอบอะไร

การทดสอบจะแบ่งออกเป็นสามส่วนครับ คือ Listening, Reading และ Writing (Error Detection) ซึ่งจะสอบช่วงเวลา 8:30 – 11:30 ประตูห้องสอบเปิดเวลา 8:15น. (น้องที่จะไปสอบ ขอให้รักษาเวลาด้วย  คนที่ไปหลัง 8:40น. จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าห้องสอบโดยเด็ดขาดครับ)
(click ตรงนี้เพื่อดูตารางสอบ CU-TEP)
(click ตรงนี้เพื่อสมัครสอบ CU-TEP)

Part I : Listening (มี 30 ข้อ มีเวลาทำ 30 นาที)

ในส่วนนี้ก็จะมีการเปิดเทปให้ฟัง เป็นคนคุยกันแล้วก็ถามคำถามวัดความเข้าใจเราว่า ฟังรู้เรื่องไหม อย่างที่กล่าวข้างต้น บางครั้งการสนทนา หรือ การพูดนั้นมีรายละเอียดอยู่ด้วย เช่นมีสินค้าอยู่ 3 ตัว แต่ละตัวราคาเท่าใดบ้าง หรือ มีชาย หญิงคุยกัน บ่นว่า การประชุมเริ่มช้ากว่าที่ควรจะเป็นไปกี่นาที  ระหว่างฟังก็อาจจดด้วยดินสอลงไปด้วย ป้องกันการลืม หรือ สับสนครับ โดยเฉพาะหากในช้อยส์มีตัวเลือกระดับราคาต่างๆอยู่  หรือ มีตัวเลือกเป็น ช่วงเวลาต่างๆที่เริ่มประชุมจริง เป็นตัวเลือก

เทคนิค ทำคะแนนในส่วนนี้ คือ ต้องกวาดสายตาดูช้อยส์ว่ามีอะไรบ้าง มีสมาธิกับสิ่งที่ฟัง จดเฉพาะเท่าที่จำเป็น ฟังปุ๊บรีบตอบ เพราะข้อต่อไปกำลังมา  กรณีตอบไม่ได้ ให้ทำใจครับ ใช่ครับอ่านไม่ผิดครับ ลืมมันไปซะ อย่าไปกังวล อย่าไปเสียดายข้อที่ผ่านไปแล้ว

จงสนใจ จดจ่อสมาธิอยู่กับคำถามข้อปัจจุบันที่กำลังจะมาเท่านั้น ถ้าดูดีๆ พาร์ทนี้นอกจากจะวัด listening skill แล้ว มันยังวัดใจเราด้วย ว่าใจเราอยู่กับปัจจุบันหรือเปล่า (Here and Now) อย่าเสียดายอดีต อย่ากังวลถึงอนาคต จงอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับคำถามที่อยู่ตรงหน้า  ถ้าทำได้แบบนี้คุณจะได้ไปต่อในด่านต่อไปโดยเก็บคะแนนในพาร์ทนี้ได้ไม่ยากเลย ส่วนใครที่ใจไม่นิ่ง วอกแวกคิดถึงอดีต ห่วงอนาคต รับรองว่า หลุดครับ หลุดดแบบฟังไม่ทันเลย

Part II : Reading (มี 60 ข้อ มีเวลาทำ 70 นาที)

ข้อสอบ Reading ประกอบไปด้วย
1. Cloze Reading 1 เรื่อง 15 คำถาม
2. บทความสั้น 1 เรื่อง 5 คำถาม
3. บทความยาว 4 เรื่อง 40 คำถาม

ในส่วนนี้แม้จะทดสอบ Reading แต่คำถามบางข้อในส่วนของ cloze test ก็สามารถทดสอบไวยากรณ์เราด้วยเช่นกันนะครับ เช่นคำถามอาจให้ตัวเลือกเหล่านี้มา  beauty , beautiful, beautifully, beautify เป็นต้น ในส่วนนี้จึงต้องรู้ทั้งคำศัพท์ และไวยากรณ์ด้วย เพื่อจะได้รู้ว่าควรจะเติมคำว่าอะไรลงไปดี  ส่วนบทความสั้น และ บทความยาว ก็เหมือนข้อสอบ reading ทั่วไป มีเนื้อหาที่หลากหลาย ครอบคลุมหลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องง่ายๆ ที่เราเห็นกันบ่อยในยุคนี้ เช่น พฤติกรรมของนักเลงคีย์บอร์ด  หรือ cyberbullying ไปจนถึงเรื่องที่ซับซ้อนอย่างการเทคนิคการเปลี่ยนข้อเข่าใหม่ หรือ total or partial knee replacement แน่นอนว่า ในส่วนนี้หากใครที่เป็นนักอ่านตัวยงรู้ศัพท์พอควร รู้เทคนิคการอ่านไวและรู้ไวยากรณ์ด้วยก็จะสามารถตุนคะแนนในส่วนนี้ของ CU-TEP ไปได้มากทีเดียว ในทางกลับกันคนที่อ่านไปไม่กี่บรรทัด ก็รู้สึกไม่ไหวแล้ว อยากกินพาราฯ คงต้องรีบฟิตตั้งแต่วันนี้ หากรู้ตัวว่ายังไม่พร้อม ต้องรีบลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง ต้องเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆนะครับ ที่สำคัญต้องเชื่อมั่นในตัวเองว่า ไม่เกินความสามารถ ไม่มีข้อสอบอะไรที่ยากเกินไปจนเราทำไม่ได้หรอกครับ ที่เราทำไม่ได้ เป็นเพราะเรายังไม่ได้ทำเต็มที่หรือเปล่า?

หลายคนพอเห็นบทความยาวๆ ดันไปถอดใจ ยอมแพ้กลางทางเสียก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียมาก ข้อเท็จจริงที่คนเหล่านี้ไม่รู้ และจะไม่มีทางได้รู้ (หากยังคงถอดใจอยู่) ก็คือ ใครๆ ก็สามารถทำ ซียูเทพ โดยได้คะแนนสูงๆ ได้ ถ้าให้เวลากับมัน และที่สำคัญต้องเรียนรู้อย่างถูกวิธีด้วย เปรียบเสมือนการพายเรือ หากมีเข็มทิศ/คนชี้ทิศทาง เมื่อออกแรงพายไปในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว พักบ้างพายบ้าง ไปเรื่อยๆ  สุดท้ายยังไงก็ถึงเส้นชัย   ซึ่งเรื่องนี้จะว่าไปแล้ว บางคนฟังแล้วก็ดูเหมือนโอเว่อ  แต่ขอให้เชื่อ แล้วฟิตซ้อม เตรียมสู้ดูสักตั้งเถอะครับ ผลดีจะเกิดขึ้นกับตัวเองอย่างแน่นอน จะช้าจะเร็ว ขึ้นกับความขยันและเทคนิคของแต่ละคน 🙂

Part III : Writing (Error Detection) (มี 30 ข้อ มีเวลาทำ 30 นาที)

พาร์ทนี้แม้จะเรียกชื่อว่า writing แต่ไม่มีการเขียนจริงนะครับ การทดสอบในส่วนนี้ของ CU-TEP ก็คือ การทดสอบ Grammar หรือ Error Identification ซึ่งก็เหมือนกับ เล่นเกมจับผิดครับ แต่เป็นการจับผิดด้านไวยากรณ์

ในส่วนนี้จะเหมือนกับข้อสอบของ TU-GET เลยครับในส่วนของไวยากรณ์ ต่างกันตรงที่ CU-TEP มีจำนวนข้อในส่วนนี้มากกว่า จึงทำให้คนออกข้อสอบสามารถออกข้อสอบได้หลากหลายเรื่องมากกว่า ทำให้ทดสอบได้ไล่ตั้งแต่เรื่องง่ายๆ ที่ออกบ่อยๆ อย่างเรื่องการใช้ Adjectives / Adverbs การใช้ tenses จนไปถึงเรื่องที่ดูยาก ช้อยส์ดูแนบเนียนตัดออกลำบาก  สรุปง่ายๆ คือพาร์ทนี้ คนออกข้อสอบ เขาออกได้สนุกมันมือเลยครับ มันมีตั้ง  30 ข้อ ออกข้อสอบทดสอบไวยากณ์ได้สบายๆ

แต่ไม่ต้องตกใจไปนะครับ เพราะหลักการที่ใช้ในการออกข้อสอบในแต่ละปีก็เหมือนเดิม เซมๆครับ แนวข้อสอบ CU-TEP ในส่วนนี้ ใช้ “กับดัก”รูปแบบเดิมๆ วนลูปอย่างนี้ตลอด เพราะเขาก็ต้องรักษามาตรฐาน ให้ข้อสอบ CU-TEP ในแต่ละปี แต่ละรอบ มีความยาก/ง่าย ใกล้เคียงกัน เนื้อหา/หัวข้อที่จะนำมาทดสอบ จึงต้องวนเวียนอยู่ในกรอบที่เขาวางไว้แล้วเท่านั้น การสอบแต่ละครั้ง มันจะไม่หลุด หรือฉีกแนวไปจากเดิม

มีเพียงสิ่งนึงที่เปลี่ยนแปลงไป นั่นก็คือ คำศัพท์ครับ (แม้ศัพท์ วลี ประโยคจะเปลี่ยนไป แต่"หัวใจ"ของการทดสอบ ก็เรื่องเดิมๆ) น้องๆบางคน กังวลว่า ถ้าเจอศัพท์ยากจะทำอย่างไร ไปต่อไม่เป็น ขอบอกแบบนี้ครับ คือถึงแม้ว่าศัพท์จะดูยาก ดูแปลกแค่ไน ข้อดีของข้อสอบแนวหา Error ลักษณะนี้ หลายๆ ครั้ง เราสามารถหาคำตอบได้โดยง่าย แม้ไม่รู้ศัพท์โหดๆ ที่อยู่ตรงหน้าเราก็ตาม  แค่รู้หลักการหรือเทคนิคที่จำเป็น หลายข้อ เราดูแค่จุดหลักๆ คำตอบก็"เด้ง" ออกมาให้เราเห็นได้โดยง่ายแล้วครับ ประเด็นสำคัญคือ ต้องเรียนรู้ และฝึกทำแบบฝึกหัดเพิ่มประสบการณ์จนชำนาญ ก็จะสามารถทำคะแนนในส่วนนี้ได้อย่างอัตโนมัต

กล่าวโดยสรุป พาร์ทนี้  คนที่ศึกษา/เตรียมตัวมาดีแล้ว เมื่ออ่านโจทย์ปุ๊บจะรู้ได้เลยครับว่าโจทย์แต่ละข้อ คนออกข้อสอบต้องการทดสอบอะไรเรา ถ้าชำนาญมากจะรู้ถึงขนาดว่า อ่านใจคนออกข้อสอบได้เลยว่า เขาจะหลอกให้เราตอบข้อไหน แต่หากวันนี้ใครอ่านโจทย์แล้ว มองไม่เห็นคำตอบอย่างรวดเร็ว ก็แปลว่า อาจจะยังมีพื้นฐานไม่แน่นพอ แนะนำให้กลับไปฟิต ไปทบทวบกฎ และฝึกทำโจทย์แนวนี้ไปเรื่อยๆ  สุดท้ายก็จะสามารถทำโจทย์แนวนี้ได้อย่างสบายๆ เลยครับ พาร์ทนี้ไม่ใช่พาร์ทฉุดคะแนนอย่างที่หลายคนกลัวกัน อันที่จริงเราควรจะเรียกมันใหม่ว่า เป็นพาร์ทช่วยทำคะแนนของจริงครับ 🙂

 

 

 

ขอแสดงความยินดี960x300v3MQ_white

 

การเตรียมตัวสอบ CU-TEP

การเตรียมตัวสอบด้วยตนเอง

คนที่ต้องการเตรียมสอบด้วยตนเอง ขอแนะนำหนังสือเล่มนี้ครับ แนะนำเป็นอย่างยิ่งครับ Chulalongkorn University Test of English Proficiency  เล่มนี้คือใช่เลยครับ เพราะเป็นของศูนย์ทดสอบของจุฬาฯโดยตรงเลย ฝึกทำไป เรียนรู้ไป ได้ประโยชน์แน่ๆ แต่ไม่ได้หมายความว่า แค่ทำโจทย์ให้เสร็จ ก็จบนะครับ  การทำโจทย์จนเสร็จ อ่านจนหมดเล่มได้ ย่อมดีแน่ครับ แต่ยังไม่พอครับ ที่สำคัญอีกขั้นนึง คือต้องทำความเข้าใจกับโจทย์ที่ทำ และเฉลยที่อ่านด้วยครับ กล่าวคือ ต้องศึกษาจนรู้จริงว่าทำไมคำถามข้อนี้จึงตอบแบบนี้ ทำไมตอบข้ออื่นไม่ได้ ข้ออื่นมันผิดอะไร และข้อที่เฉลยมา มันยังตอบแบบอื่นได้อีกไหม ต้องทำความเข้าใจให้ได้ลักษณะนี้ จึงจะเรียกว่าเป็นการเตรียมตัวแบบของจริงครับ

บางคนอ่านถึงตรงนี้ อาจจะรู้สึกว่า เว่อร์จัง เกินไปหรือเปล่า ขอบอกแบบนี้ครับ นั่นคือสิ่งที่ควรทำครับ การที่เราพยายามทำความเข้าใจ หรือ ตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ ที่หนังสือบอก หรือเฉลยมา จะเป็นการฝึกให้เรารู้จักการค้นคว้าซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นและมีประโยชน์ และความรู้ที่เราได้จากการค้นคว้าจะทำให้เรา เข้าใจเนื้อหานั้นอย่างแท้จริง (ในหนังสือมักอธิบายแบบไม่ละเอียด ไม่ได้ขยายความให้เห็นความเชื่อมโยง หลายครั้งจึงตกหล่นเนื้อหาสาระบางส่วนไป) ที่สำคัญอีกประเด็นคือ หนังสือหลายเล่มในท้องตลาด ไม่ได้ perfect นะครับ พูดง่ายๆ ก็คือบางเล่มมันผิดครับ บางเล่มแค่พิมพ์ผิดนิดๆหน่อยๆ บางเล่มให้คำแปล/คำอธิบายมาผิดเล็กน้อย บางเล่มก็ผิดแบบน่าตกใจจนวางคืน shelf แทบไม่ทัน (ทำไมสำนักพิมพ์ไม่สกรีนหรือตรวจสอบ?!) บางเล่มผู้แต่งอ่านบทความ/ประโยคที่ดูซับซ้อนไม่แตกฉานเสียเอง จึงเฉลย/แปลผิดบางข้อ เป็นต้น ส่วนตัวเชื่อว่า ไม่มีใครตั้งใจให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นกับหนังสือของตนเองหรอกครับ แต่เพราะเราต้องอยู่กับมัน เราก็เลยต้องฝึกให้มีภูมิคุ้นกันตัวระดับนึง โดยฝึกตั้งคำถาม  ฝึกหาเหตุผลสนับสนุน หรือโตัแย้งกับสิ่งที่อ่านดูให้เป็นนิสัย  เราก็จะได้รู้เท่าทันข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นเหล่านี้ได้

การเตรียมตัวสอบ CU-TEP เองในปัจจุบัน ทำได้ไม่ยากเลยครับ เพราะเราสามารถใช้การค้นคว้าจากตำรา หรือ อินเตอร์เนทได้อย่างสบายๆ เรื่องไหนไม่รู้ก็ถามอากู๋..เกิ้ล ถ้ามีเวลา ก็ควร หาหนังสือไวยากรณ์ และแบบฝึกหัดเล่มอื่นๆมาฝึกทำเพิ่มเติมด้วยก็จะดี ยิ่งเราฝึกทำเยอะ(และทำความเข้าใจกับมัน) เราก็จะมีทักษะที่ดีขึ้นและทำคะแนนได้สูงขึ้น ขอให้ใช้เวลาที่เหลืออยู่ในการเตรียมสอบให้คุ้มค่า พอผลลัพธ์ออกมาอย่างที่เราต้องการ  มันจะทำให้เราหายเหนื่อยได้เลยครับ

อย่างไรก็ดี บางคนที่ไม่ถนัดอ่านหนังสือด้วยตัวเอง เพราะเริ่มไม่ถูก หรือ เพราะแค่ไม่ชอบอ่านเอง ขอแนะนำให้หาคอร์สเรียนเสริม ติวสอบ CU -TEP ตามสถาบันต่างๆใกล้บ้านดูนะครับ ถ้าเจอที่ถูกใจก็ลุยเลยครับ ไปเรียนเอาพื้นฐานเสร็จปุ๊บ ก็มาฝึกเองต่อที่บ้านด้วย ก็จะได้ประโยชน์มากขึ้นครับ

คอร์สปูพื้นฐานเพื่อติวสอบ CU-TEP ที่ ชิวอิงลิช (www.chil-english.com)

สำหรับใครที่อยู่ฝั่งธน และต้องการลงคอร์สเรียน ต้องการปูพื้นฐาน และอยากเรียนรู้ shortcut วิธีการเรียนโดยไม่เน้นการท่องจำ แต่เน้นความเข้าใจ ลองดูรายละเอียดคอร์สนี้ด้านล่างได้เลยครับ

ในคอร์สนี้ นักเรียนจะได้เรียนรู้เทคนิคในการทำคะแนนสอบ สอนการตัดชอยส์ผิดออก วิธีการอ่าน Passage ยาวๆให้รู้เรื่อง และ การจำ โดยไม่ต้องท่องจำแบบเดิมๆ แต่จำได้  (อ่านไม่ผิดหรอกครับ) เรียนไวยากรณ์แบบเป็นขั้น เป็นตอน เสมือนจับมือทำ

คอร์สนี้ มีอะไร?

  • สรุปเนื้อหาสำคัญที่มักออกสอบบ่อยใน CU-TEP
  • เหมาะสำหรับคนที่ไม่ถนัดการท่องจำ กฎ/สูตรต่างๆ  เพราะสอนวิธีจำสูตรต่างๆให้แบบไม่ต้องง้อการท่องจำ
  • ชี้ให้เห็นถึง ความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยของนักเรียน ซึ่งทำให้คะแนนสอบ CU-TEP ไปไม่ถึงไหน และบอกวิธีแก้ไข หรือ ข้อควรระวัง
  • ความรู้จาก คอร์สนี้ สามารถนำไปต่อยอด / ปรับใช้ กับการสอบในสนามสอบอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น TU-GET GAT 9 วิชาสามัญอังกฤษสอนโดยผู้สอนที่มีประสบการ์ณสอนสูง และเข้าใจปัญหาของนักเรียนดี แม้ว่าเดิมนักเรียนจะมีพื้นฐานภาษาอังกฤษไม่ดีนัก แต่หากเรียนรู้อย่างถูกวิธี และมีเวลาฝึกฝนตามที่บอก ก็จะสามารถพัฒนาขึ้นมาได้ถึงระดับที่สามารถสอบแข่งขันได้ เหมือนกับนักเรียนรุ่นก่อนๆ ที่สามารถสอบติดใน คณะและมหาวิทยาลัยต่างๆที่ต้องใช้คะแนนภาษาอังกฤษสูง อาทิ แพทย์ศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ นิติศาสตร์ อักษรศาสตร์ บัญชี บริหารธุรกิจ (จุฬา ธรรมศาสตร์ มหิดล) เป็นต้น

 

คอร์สปูพื้นฐาน/ ติว CU-TEP นี้เหมาะกับใคร

  • สำหรับคนที่ต้องการคะแนนสอบที่สูง หรือ ต้องการพัฒนาความรู้ให้เต็มศักยภาพมากยิ่งขึ้น แนะนำให้เรียน คอร์สปูพื้นฐานนี้ ซึ่งได้รวบรวม และ สรุปเนื้อหาที่จำเป็นสำหรับนักเรียนไว้ให้แล้ว

ChilEnglish_mQv2_captured2

 

ข้อสอบ CU-TEP จริงๆ แล้วเป็นข้อสอบที่ไม่ยากเลย แต่หลายคนไม่เชื่อว่ามันง่าย แต่ก็ไม่ผิดนะครับที่จะคิดอย่างนี้ เพราะคนที่ไม่เชื่อ คือคนที่ไม่รู้/ไม่เคยลองวิธีอื่นๆดู แต่หากได้ลองศึกษาด้วยวิธีใหม่ที่ถูกต้องแล้ว ก็จะรู้ด้วยตัวเองทันทีเลยว่าข้อสอบมันไม่ได้ยากเลย  ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังจะไปสอบครับ  ขอให้วางแผนเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ และจงศึกษาจนรู้จริง เพื่อจะได้สามารถพิชิตคะแนนสูงๆได้"ด้วยตนเอง" โดยไม่ต้องลุ้น หรือไปบนศาลเจ้าที่ไหนทั้งสิ้นครับ 🙂

ครูชิว (ป.เอก จุฬา)

www.chil-english.com
ชิวอิงลิช ภาษาอังกฤษเรื่องกล้วยๆ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-877-5800